ผู้เขียน หัวข้อ: ปรัชญาการศึกษา พิพัฒนวาท โดย จอห์น ดิวอี้  (อ่าน 15679 ครั้ง)

ตุลาคม 27, 2009, 01:28:32 am
  • อย่าท้อเพราะคำคน
  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1897
    • MSN Messenger - sawangpattaya@gmail.com
    • ดูรายละเอียด
    • http://yuwali.com/
    • อีเมล์
ทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาท   เป็นทฤษฎีการศึกษาที่อาศัยหลักการของปรัชญาการศึกษาสาขาประสบการณ์นิยมเป็นหลัก  กลุ่มนักปรัชญาการศึกษาที่ร่วมกันบุกเบิกทฤษฎีนี้ คือ  จอห์น  ดิวอี(John Dewey)  วิลเลียม  คิลแพทริก(William Kilpatrick) และจอห์น  ไชล์ดส์(John Childs)  ทฤษฎีการศึกษาพิพัฒนวาทซึ่งได้ชื่อว่าเป็น หนทางก้าวหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม(Progressive Road to Culture)  มีหลักการสำคัญ 6  ประการ คือ

1)   การศึกษาคือชีวิต  ไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อการดำเนินชีวิต  หมายความว่า  โรงเรียนควรเป็นที่ ๆ จำลองชีวิตจริงมาให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ทางสังคม  เป็นแหล่งจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนมีประสบการณ์  ได้ฝึกฝนค้นคว้า แก้ปัญหาทดลอง และพัฒนาให้ดีขึ้นเพื่อให้สามารถดำรงตนในสังคมได้

2)   การศึกษาควรจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน  โดยถือผู้เรียนเป็นสำคัญ  มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความเจริญงอกงามรอบด้านทั้งด้านอารมณ์  สังคม  ร่างกายและจิตใจ

3)   การเรียนรู้โดยวิธีการแก้ปัญหา  ควรจะได้รับการเน้นมากกว่าการมุ่งสอนเนื้อหาวิชา

4)   บทบาทของครูควรจะเป็นที่ปรึกษามากกว่าเป็นผู้กำกับการเรียนการสอนหรือเป็นผู้ออกคำสั่ง

5)   โรงเรียนควรส่งเสริมความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน

6)   วิถีชีวิตและค่านิยมประชาธิปไตยควรได้รับการเน้นเป็นพิเศษ

การจัดการศึกษาตามแนวทฤษฎีนี้มีลักษณะดังนี้

-   หลักสูตร เน้นที่ประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นหลักสำคัญ และควรเป็นประสบการณ์ที่สัมพันธ์กับสังคมด้วย  เรียกว่า  Child – centered  Curriculum หรือ Activity – centered curriculum เนื้อหาที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ   คือ  สังคมศึกษาและภาษาที่ใช้สื่อความหมาย นอกจากนั้นมีวิชาทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เน้นหนักทางด้านวิธีการมากกว่าตัวเนื้อหา      เช่น   วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา  และวิชาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสภาพและปัญหาต่าง ๆ ของสังคมก็จะจัดให้มีการสอนด้วย

-   บทบาทของสถานศึกษา  สถานศึกษา คือ สถานที่จัดประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะดังที่กำหนด  สถานศึกษาจึงเป็นที่ ๆ จำลองชีวิตจริงมาให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนค้นคว้า แก้ปัญหาทดลอง และพัฒนาให้ดีขึ้น

-  การจัดประสบการณ์การเรียนรู้  มุ่งให้ผู้เรียนได้ลงมือกระทำ ได้คิด และได้พัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างสอดคล้องกับความพร้อมและความต้องการของผู้เรียน วิธีสอนที่นำมาใช้จึงมีทั้งการอภิปราย การทดลอง การทำโครงการ การสาธิตฯ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน ได้ลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ได้พัฒนาความคิดและวิธีการในการแสวงหาความรู้ต่อไป และผู้เรียนควรได้รับการสอนเรื่องหลักการของประชาธิปไตยด้วย

-   บทบาทของผู้สอน  ผู้สอน คือ ผู้อำนวยความสะดวก ผู้ช่วยเหลือ ผู้ชี้แนะสร้างสถานการณ์การเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนได้โต้ตอบ  เป็นผู้ให้กำลังใจและชักนำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากกว่าผู้บอกเนื้อหาวิชา ผู้สอนจะเป็นผู้ชี้นำ กระตุ้นให้ผู้เรียนได้คิด ได้วินิจฉัยตัดสินใจเลือกอย่างชาญฉลาด

-   บทบาทของผู้เรียน  ผู้เรียน คือ ผู้แสวงหาความรู้ด้วยการลงมือค้นคว้าด้วยตนเองภายใต้การช่วยเหลือของครูผู้สอน ผู้เรียนจึงไม่ใช่ผู้รับความรู้จากผู้สอน แต่เป็นผู้วินิจฉัยผู้ตัดสินใจเลือกและทำอย่างชาญฉลาด ผู้เรียนจึงต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ ค้นคว้า ทดลอง พิสูจน์หาความรู้อยู่ตลอดเวลา ผู้เรียนจึงเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน มีส่วนร่วมในบทเรียน

แนวความคิดตามทฤษฎีนี้ในประเทศไทย  ได้มีการศึกษา  วิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาของไทยอย่างแพร่หลายและถูกนำมาใช้มากภายหลังจากการปฏิรูปการศึกษา  เรียกการจัดการศึกษาตามแนวคิดนี้ว่า  การศึกษาแบบพิพัฒนาการ  ซึ่งเน้นตัวเด็กและกระบวนการเรียนการสอนเป็นศูนย์กลางของการจัดการศึกษา  การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีนี้เน้นให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์(Experience) เรียนจากการคิด  จากการลงมือทำ(Learning by doing)  และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

แหล่งอ้างอิง ประมวลสาระชุดวิชา การพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ม.สุโขทัยธรรมาธิราช
ความรู้คือประทีปส่องสว่าง
การให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ไม่มีวันทำให้แสงสว่างของตัวเองอับเฉาได้ มีแต่จักช่วยกันทำให้โลกนี้สว่างไสวมากขึ้น...เท่านั้น
----------------------------------------------------------
..
.
.
.
.

 


SimplePortal 2.3.3 © 2008-2010, SimplePortal